The No Nonsense Guide to Class Caste Hierarchies The No

The No Nonsense Guide to Class Caste Hierarchies The No

The No Nonsense Guide to Class Caste Hierarchies The No Nonsense Guides ❰Read❯ ➳ The No Nonsense Guide to Class Caste Hierarchies The No Nonsense Guides Author Jeremy Seabrook – Larringtonlifecoaching.co.uk After nearly two centuries of industrialization social relationships still tend to be defined by whether you are an owner a manager or a shop floor worker In older but less industrialized societies no After nearly two centuries of industrialization social relationships Nonsense Guide MOBI î still tend to be defined by whether you are an owner a manager or a shop floor worker In older but less industrialized societies notably India the caste system defines inherited and fixed positions in society In totalitarian regimes The No PDF/EPUB or a hierarchical structure is created through party allegiance and bureaucratic or military rank.


6 thoughts on “The No Nonsense Guide to Class Caste Hierarchies The No Nonsense Guides

  1. Pittayut Panswasdi Pittayut Panswasdi says:

    เขียนเปิดประเด็น ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องชนชั้น ผลกระทบได้กระชับ ไหลลื่น หลากหลายดีอ่านสนุก ไม่น่าเบื่อ เหมาะกับการเป็นหนังสืออินโทรดักชั่นของผู้สนใจเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีแต่ความรู้สึกส่วนตัวรู้สึกว่ามองประเด็นการบริโภค อัตลักษณ์ จิตวิทยา พื้นที่ภายในของปัจเจกบุคคลว่าไร้สารัตถะ เรียบแบนไปหน่อยนึง


  2. Phakin Phakin says:

    จบแล้ว แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้านคำอธิบาย แต่หนังสือเล่มนี้มีประเด็นสนุกๆ เยอะมาก เริ่มต้นด้วยการอธิบายพัฒนาการความคิดเรื่องชนชั้น ที่เปลี่ยนไปตามระบบการผลิตโลก จากชนชั้นแรงงานที่ต้องทำงานหนัก ทำงานเหมือง ไปสู่การผลิตสร้าง คนจน ในฐานะผู้ถูกกีดกันออกจาตลาดโลก และสร้างภาพพวกเขาขึ้นจากภาพลักษณ์ของคนรวย จนทำให้ผู้คนในยุคโลกาภิวัตน์ ถูกล่อลวงคิดว่าตัวเอง จน และต้องแสวงหา คนจนคิดว่าตัวเองจน คนรวยก็คิดว่าตัวเองจน ความพอเพียงจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะขณะที่พวกเขาอยากจะพอ โทรทัศน์กลับฉายภาพของนักการเมือง เศรษฐีผู้สูงศักดิ์ทั้งทางเศรษฐกิจหรือซากเดนทางชนชั้นวรรณะ หนังสือพิมพ์ยังตีพิมพ์ภาพของดาราและนักธุรกิจผู้เปี่ยมด้วยความถวิลหา สง่างาม และน่านับถือ ฉะนั้นไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร มนุษย์ในโลกยุคนี้จึงถูกบีบให้กลายมนุษย์ผู้บริโภค บริโภคเพื่อเสริมแต่งตัวตนอย่างไม่จบสิ้น นั่นเป็นความผิดของพวกเขาหรือที่ไม่อาจ พอเพียง ?อีกส่วนหนึ่ง ผู้เขียนโจมตีกันตรงๆ ว่า ตัวปัญหาของโลกปัจจุบันก็คือ บรรดาชนชั้นกลางใหม่ ที่เติบโตขึ้นอย่างเต็มที่หลังการเปลี่ยนสายธารการผลิตในยุคอุตสาหกรรม ช่วงยุค 1970s เป็นต้นมา โดยชนชั้นกลางใหม่เหล่านี้ก็คือ อดีตเหล่าแรงงานในต้นยุคอุตสาหกรรม ที่สามารถเอาตัวรอด และเขยิบฐานะทางชนชั้นขึ้นมาได้นั่นเองการแบ่งสายการผลิตรูปแบบใหม่ หลังสงครามโลกครั้งที่สองและผลพวงของโลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดการจัดระเบียบชนชั้นใหม่อีกครั้ง คนจำนวนมากในโลกทุนนิยมที่พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างก้าวหน้า สถาปนาตัวเองเป็นชนชั้นกลาง ขณะเดียวกันการเติบโตของกลุ่มประเทศ ตะวันตก ทำให้พวกเขากลายเป็นอเมริกาในศตวรรษที่ 19 ผู้คนจากต่างถิ่น ต่างเชื้อชาติ ศาสนา อพยพเข้ามายังประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานมาก ตลาดแรงงานจึงต้องขยายตัวเพื่อรองรับคนที่มีความแตกต่างหลากหลายและไม่เคยมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานมาก่อน ขณะที่การเติบโตของชุมชนอุตสาหกรรมรอบๆ เมืองใหญ่ กอปรกับการขาดแคลนที่ดินทำกินของบรรดาเกษตรกรเดิม ดึงดูดให้พวกเข้ามากระจุกตัวกันในเขตอุตสาหกรรมมากขึ้น พร้อมๆ กับที่บรรดาแรงงานอุตสาหกรรมรุ่นก่อนก็ได้ขยับฐานะตนเองไปสู่ชนชั้นกลางทางเศรษฐกิจเสียแล้ว พวกเขาและลูกหลานหันไปทำงานนั่งโต๊ะ สามารถเข้าสู่ระบบงานแบบใหม่ที่ยืนอยู่บนฐานของคุณธรรม ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์แบบเดิม และขีดเส้นแบ่งงานใช้แรงงานแบบเก่าๆ ไว้ให้กับพวกผู้มาใหม่ ที่ต่ำต้อยกว่าพวกเขาเริ่มต้นด้วยการดำเนินรอยตามบรรดาชนชั้นกลางเดิม ที่เคยเป็นพ่อค้า ขุนนาง และร่ำรวยมาตั้งแต่ต้นยุคอุตสาหกรรม พวกเขาสร้างความเป็น คนอื่น ผลิตสร้างถ้อยคำที่สูงส่ง กฎเกณฑ์มากมาย เงินทองจะมีค่าก็ต่อเมื่อพวกเขาบริโภคสินค้า พวกเขามี อำนาจซื้อ พวกเขาซื้อหาเครื่องแต่งกายที่สะอาดสะอ้าน ทว่ามีเกียรติภูมิ เผื่อเติมเต็มคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ และยกระดับจนเองให้ห่างไกลจากกอดีตที่ไม่น่าจดจำ พวกเขาขับเน้นกระบวนการแยกตัวเองออกจากเหล่าผู้ใช้แรงงานและคนชนบท โดยเริ่มโรแมนติไซต์ความเป็นชนบทเหล่านั้น ผลิตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สร้างภาพความงดงามของดินแดนไกลโพ้น หาดทรายขาว ทะเลใส อารยธรรมพันปี ดำเนินคำขวัญ ชม ชิม ช้อป อย่างเคร่งครัด มีคำขวัญทำนองนี้และเท่ไม่แพ้กัน ปรากฎอยู่ที่หอพักใหม่ของมหาฯลัยที่คิดว่าตัวเองชื่อดังแห่งหนึ่ง ขณะเดียวกันก็สนับสนุนอุดมการณ์ มองโลกในแง่บวก หรือ โลกสวย พวกเขาหลีกเลี่ยงจะมองเห็นความเหลื่อมล้ำต่ำสูงที่มีอยู่ ไม่เห็นความยากจน หรือชุมชนแออัด ไม่เห็นระบบสาธารณูปโภคที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่เห็นผู้คนที่ไม่ได้มีชีวิตงดงามอย่างในโทรทัศน์ ไม่เห็นคนตาย น่าสนใจว่า กรณีประเทศไทย การอยู่รอดของบรรดาชนช้ันกลางใหม่หลังวิกฤตเศรษฐกิจ ได้เปิดทางให้กับอุดมการณ์เหล่านี้อย่างไร ทางหนึ่ง เราอาจดูได้จากตัวอย่างสื่อกระแสหลักที่เกิดขึ้นในช่วง พศ2541 2545ทั้งหมดเป็นเพียงเพราะพวกเขาเคยรับรู้ถึงความเจ็บปวดและยากลำบากของแรงงาน พวกเขาจึงเลือกจะมองไม่เห็น พูดให้ง่ายที่สุด โยนเรื่องเพศสภาพทิ้งไป เพราะเรารู้ว่่าการยืนบนรถเมล์มันลำบากเพียงใด เมื่อเรายกฐานะตัวเองไปเป็น 'คนนั่ง' ได้แล้ว เราจึงเลือกจะนอนหลับ เลือกจะหลับตา เลือกจะทำอะไรบางอ่าง เลือกจะบังคับตัวเองเพื่อจะ 'ไม่เห็น' และเราจะได้ไม่ต้องลุกให้ใครต่อใครที่ลำบากกว่า ก็จะเป็นอะไรไปเล่า ในเมื่อเราไม่เห็น เพราะพวกเขาเคยรับรู้ถึงความลำบาก พวกเขาจึงพร่ำสอนลูกหลานว่า จงตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน เพื่อจะได้ไม่ลำบาก แต่ไม่เคยสอนว่า ควรปฏิบัติต่อคนที่ลำบากอย่างไร พวกเขาสอนลูกหลานว่าจงอย่าเป็น nobody ทว่าไม่เคยสอนว่า เราควรอยู่ร่วมกับคนที่เป็น nobody อย่างไร กระนั้น แสงสว่างที่พอให้เห็นรำไรก็ดูไม่ประจักษ์ชัดนัก พวกเขาพร้อมชื่นชม ยกย่อง ใครก็ตามที่ทำให้พวกเขามองเห็นสิ่งที่พวกเขาเบือนหน้าหนี ใครก็ตามที่เตือนสติพวกเขาให้รับรู้การมีอยู่ของสิ่งอื่น ใครก็ตามช่วยเหลือผู้คนที่อยู่ต่ำต้อยกว่าพวกเขา โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พวกเขาจะไม่ทำมันด้วยตัวเอง ในทางกลับกัน บรรดาลูกหลานชนชั้นกลางที่พอตระหนักถึงความยากลำบากของคนอื่น ก็พยายามอุทิศตัวเพื่อล้างบาปของพ่อแม่ที่เหยียบย่ำคนข้างล่างเหล่านั้น ทว่าพวกเขาไม่อาจละทิ้งภาพชนบทอันงดงาม หรือชนบทอันแร้นแค้นจนต้องพัฒนาให้ทันสมัยไปได้ ในอีกทางหนึ่ง บรรดาผู้ถูกหลงลืมเหล่านั้น ก็ผันตัวเองกลายเป็นผู้คุมกฎเกณฑ์ของสังคม กล่าวคือ พวกเขากลายเป็นตัวอย่างของผู้มีชีวิตที่ผิดไปจากแบบแผนของสังคมทุนนิยม คนติดยา คนว่างงาน คนไร้บ้าน พวกเขาเป็นตัวอย่างไว้เตือนเหล่าบรรดาลูกหลานชนชั้นกลางใหม่ว่า 'จงทำตัวให้ดี อยู่ในร่องในรอย ตั้งใจเรียน และตั้งใจทำงาน เพื่อเจ้าจะได้ไม่เป็นอย่างข้า' ขณะเดียวกัน ระบบคุณธรรมที่มาแทนที่ระบบอุปถัมภ์ยิ่งเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้คนเหล่านี้ พวกเขาหันมาโทษตัวเองว่า เพราะพวกเขาไม่มีความสามารถเพียงพอ จึงต้องเป็นอย่างนี้ สังคมยุติธรรมอยู่แล้ว เป็นเพราะตัวเราเอง ถึงต้องเป็นเช่นนี้ในบทความว่าด้วยความยุติธรรมของแนนซี เฟรเซอร์ กล่าวว่า กระบวนการหนึ่งของความอยุติธรรมก็คือ ทำให้ผู้ถูกเอาเปรียบไม่รู้ว่ากำลังถูกเอาเปรียบ พวกเขาถูกปิดบังและหลบซ่อนจากผู้เอาเปรียบ จนไม่อาจรับรู้ถึงความอยุติธรรมนั้น และท้ายที่สุด มันจะบีบบังคับให้พวกเขาหันมาโทษตัวเอง


  3. เมธัส เมธัส says:

    อ่านแบบพากษ์ไทย ดีมาก สนุกมากๆ ใครชอบหรืออินหนังแบบParasiteหรือสนใจเรื่องเกี่ยวกับชนชั้น นสไม่หนาไม่บางเล่มนี้ช่วยเติมเต็มให้คุณได้


  4. Irene Daguno Irene Daguno says:

    a handy illuminating book explaining the persistent relevance and reclassification of 'class' in these times of globalisation and what could be abstractingempty calls for euality and eual opportunity got this as a bargain in an oxfam store and almost finished it after the long flights home and as i struggled over the effects of jetlag the word 'dilution' appeared several times in my daytime dreams in one dream i was enjoying a discussion with a former classmate who chose to write his essay against postmodern feminists' disregard of class in theorising; and in another i was struggling with a nameless friend about this 'phenomenon' in my dream i feel so grand when i was finally able to name the word as she put water in a glass of milk that she's making for me hmm migraine


  5. Shannon Jenkins Shannon Jenkins says:

    This is a very easy read which raises some excellent points about the changing nature of class and contemporary manifestations of hierarchy I particularly like that Seabrook is forthcoming about his personal perspective declaring in his first sentence that the argument that class is dead is absolute myth His argument presented is very convincing Great introductory read to the topic


  6. Rachella Sinclair Rachella Sinclair says:

    This misleadingly slim book is uite a meaty read I'm going to keep it as a reference for its numerous explanations of many of cultural uirks that plague British society For example it finally gave me the words to explain why working class and middle class are not mutually exclusive


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *